
“สันติ” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ลุยจัดการร้านค้าโกง “คนละครึ่งพลัส” หลังยอดร้องเรียนผ่าน สคบ. พุ่งถึง 66 เรื่องทั่วประเทศ ในช่วง 14 วันแรก ย้ำ ประชาชนต้องไม่ถูกเอาเปรียบเด็ดขาด
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงข้อมูลจากการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พบว่ามีร้านค้าบางแห่งใช้สิทธิผิดเงื่อนไขในโครงการ เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรการรัฐที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ สคบ. ได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง, กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับร้านค้าที่ทำผิดเงื่อนไขของโครงการเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ
จากการรวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนผ่าน 10 คู่สาย สคบ. ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2568 พบการร้องเรียนรวม 66 เรื่อง โดยประเด็นที่ได้รับการร้องเรียน อันดับ 1 คือ “ร้านค้าปรับขึ้นราคาสินค้าหลังจากเข้าร่วมโครงการ” จำนวน 29 เรื่อง รองลงมาคือ ร้านค้าเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาสินค้า จำนวน 6 เรื่อง, ร้านค้าติดป้ายหรือแจ้งว่าเข้าร่วมโครงการแต่เมื่อผู้บริโภคสแกน QR Code เพื่อชำระเงินกลับพบว่าไม่ได้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 5 เรื่อง, ร้านค้าคิดค่าธรรมเนียมจากการชำระเงินผ่านโครงการจำนวน 5 เรื่อง และร้านค้าจำหน่ายสินค้าต้องห้าม เช่น บุหรี่ สุรา เบียร์ จำนวน 4 เรื่อง ปัญหาทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปัญหาความไม่โปร่งใสของร้านค้าบางส่วนที่เข้าร่วมโครงการ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ
นายสันติ กล่าวต่อไปว่า เรื่องร้องเรียนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่พุ่งถึง 66 เรื่องทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรัฐในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เพื่อดูแลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และไม่เอาเปรียบประชาชน
อย่างไรก็ตาม สคบ. จะช่วยดูแลเรื่องสิทธิของประชาชนในการใช้จ่าย ให้ความรู้เพื่อไม่ให้ถูกหลอก รวมถึงให้คำแนะนำกับร้านค้าให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่โก่งราคา ไม่โฆษณาเกินจริง หรือให้บริการไม่เป็นไปตามที่ระบุ และหากพบการเอาเปรียบหรือฝ่าฝืนเงื่อนไข จะมีการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากการถูกโกง พร้อมทั้งได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง สะท้อนแนวทางการทำงานที่ “รวดเร็ว-เป็นธรรม-เท่าเทียม-ทั่วถึง”






