บทความนี้ถือว่ามีประโยชน์ ก่อนอ่านนึกเอาเองว่าคงมีประโยชน์ เฉพาะกับนักวิ่งเท่านั้น

แต่เมื่ออ่านโดยสรุปแล้ว เชื่อว่าทุกคนสามารถนำไปปรับใช้กับตัวเองได้

เพจ “วิ่งไหนกัน ปั่นไหนดี” โพสต์เอาไว้ ลองศึกษาทำความเข้าใจ และนำไปปฏิบัติดู

ช่วงเตรียมตัวก่อนแข่งวิ่งนั้น นักวิ่งควรมีการวางแผนเรื่องการกินอาหารให้เหมาะสม โดยสามารถแบ่งเป็น 5 ช่วง ดังนี้

ช่วงที่ 1 (ก่อนการวิ่ง 5 วัน)

ควรทานอาหารที่ช่วยเพิ่มปริมาณคาร์โบ ไฮเดรตสูงให้สัมพันธ์กับการฝึกซ้อมกับระยะที่จะทำการแข่งขัน เพื่อสำรองพลังงานในรูปไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อ ตับ และส่วนอื่นๆของร่างกาย มีรายงานจากผลการวิจัยสรุปว่า นักวิ่งที่สะสมไกลโคเจนในร่างกายน้อย มีความสัมพันธ์กับสมรรถภาพร่างกาย ที่ลดลง และมีความเหนื่อยล้ามากขึ้น

ช่วงที่ 2 (ก่อนการวิ่ง 1 วัน)

นักวิ่งควรทานอาหารปกติ โดยทานให้ครบ 5 มื้อ แต่ในการบริโภคโปรตีน ควรทานโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาย่าง ไก่ ผัก และควรงด อาหารที่อาจทำให้มีอาการท้องเสีย เช่น อาหารรสจัด

ช่วงที่ 3 (ก่อนการวิ่ง 1-2 ชั่วโมง)

ควรทานอาหารที่ให้โปรตีนสูง เช่น ข้าวโอ๊ต มันหวาน แซนด์วิชโฮลวีส โจ๊กใส่ไข่ และควรหลีกเลี่ยง อาหารทอด ไขมันสูง ย่อยยาก รวมถึงอาหารที่กระตุ้น การขับถ่าย

ช่วงที่ 4 (ขณะวิ่ง)

ในช่วงของการวิ่ง ร่างกายจะต้องการปริมาณคาร์โบไฮเดรต 30-60 กรัมต่อชั่วโมง โดยอาหารที่เหมาะกับขณะวิ่งควรเป็นรูปแบบน้ำ หรือเจลที่ย่อยง่าย ในระหว่างวิ่งไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป เพราะอาจทำให้ เกิดอาการจุกได้ ควรจิบทีละน้อยๆ แต่จิบเรื่อยๆ

ช่วงที่ 5 (หลังวิ่ง ภายใน 1 ชั่วโมง)

ในขณะที่วิ่งเสร็จ จะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการพลังงานชดเชย โดยในระยะนี้ต้องเติมสารอาหารให้เพียงพอ มิฉะนั้นร่างกายจะอ่อนล้าและฟื้นตัวช้า และเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย ซึ่งในช่วงนี้ร่างกายจะ ต้องการคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้พลังงานและเติมไกลโคเจนสู่ร่างกาย

แต่ต้องทานอาหารที่ย่อยง่าย ดูดซึมเร็ว เช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง นมช็อกโกแลต น้ำผลไม้ และ ควรทานผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น แตงโม สับปะรด ส้ม โดยหลังจากการวิ่งเสร็จควรมีการสังเกตร่างกาย ถ้ามี อาการปากแห้ง ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม เวียนหัว อ่อนเพลีย แปลว่าร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ ควรดื่มน้ำเย็นเพื่อดับ กระหาย และเป็นการชดเชยน้ำให้ร่างกายให้เพียงพอ.

ยุบสภา

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

แบ่งปัน.
Exit mobile version