
“ทวี”เดินหน้าถก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมผลกระทบจากนโยบายที่ดินและป่าไม้ฯ วางแผนเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา
วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมกันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงในขณะนี้ และครั้งที่ 9 ในวันพรุ่งนี้ (29 ตุลาคม 2568) ก่อนที่จะปิดสมัยประชุมของรัฐสภา
พันตำรวจเอก ทวี เปิดเผยว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมของรัฐสภา ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 12 ธันวาคม 2568 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายมีแผนที่จะนัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้สูงสุด เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด และคาดหวังว่าจะสามารถเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และวาระ 3 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่จะเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ย้ำนิรโทษผู้ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้กรรมาธิการได้ยืนยันใน “หลักการ” ให้มีกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมและล้างมลทินแก่ราษฎรอันเนื่องมาจากการได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามกฎหมายและนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน ตาม “เหตุผล” เนื่องจากมีประชาชนได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามกฎหมายและนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน เกี่ยวข้องกับกรณีประกาศเขตพื้นที่ของรัฐทับที่ทำกินของประชาชน ทั้งที่ประชาชนเหล่านี้เป็นผู้อยู่อาศัยทำกินมาก่อนการประกาศเขตพื้นที่ของรัฐ ส่งผลให้ประชาชนต้องกลายเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎหมายที่มาประกาศทับซ้อนภายหลังอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนผู้เป็นนายทุน ผู้กระทำผิดกฎหมายทุกชนิด หรือผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินที่ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบและถูกดำเนินคดีบุกรุก จะต้องไม่ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมและล้างมลทินจากกฎหมายฉบับนี้โดยเด็ดขาด
เป้าหมายคนอยู่กับป่า
ยืนยันเป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ราษฎรและป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม โดยได้มอบหมายการดำเนินการตรวจสอบและจำแนกพื้นที่ไปให้กรมป่าไม้ และให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมที่ดิน และกรมธนารักษ์ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดของราษฎรที่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และจำแนกพื้นที่ให้ชัดเจนด้านการพิสูจน์สิทธิ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นกระบวนการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่า อาทิ การสำรวจที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชนประมาณ 4.7 ล้านไร่
ยกคดีทวงคืนผืนป่า
พันตำรวจเอก ทวี ยกตัวอย่างความเดือดร้อนของราษฎร มีคดีความที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2562 ที่เป็นผลมาจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ทำให้เกิดคดีทวงคืนผืนป่าสูงถึง 30,508 คดี มีคนถูกจับกุม จำนวน 6,824 ราย แต่จากผู้ถูกจับกุมทั้งหมดนั้น เมื่อจำแนกแยกย่อยจะพบเป็นกลุ่มนายทุนเพียง 20% หรือ 1,365 ราย ที่เหลืออีก 80% หรืออีก 5,459 รายเป็นชาวบ้าน ที่ ณ ขณะนั้นไม่ได้มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างปกติ เป็นต้น
รองรับสิทธิชุมชนดั้งเดิม
หากพิจารณาระบบการบริหารจัดการป่าของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า เราไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าและประสิทธิภาพการจัดการป่าได้ หากภาครัฐยังปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือเป็นผู้ผลักให้ชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่าต้องสุ่มเสี่ยงกับนโยบายและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงถือได้ว่าเป็นกฎหมายสำคัญที่จะรับรองหลักการของ “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” หรือสิทธิในการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นระบบสิทธิชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ให้เกิดขึ้นจริง” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าว
