
สำนักงานประกันสังคม เตรียมดำเนินการ “ปรับเพดานค่าจ้าง” เริ่มปี 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ
วันที่ 3 ธันวาคม 2568 สำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงการดำเนินมาตรการปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม โดยเริ่มใช้ในปี 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และบริบทค่าจ้างแรงงานในปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนอย่างทั่วถึง และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูง ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ซึ่งการปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ทั้งในกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตลอดจนกรณีชราภาพ โดยการปรับขึ้นเพดานค่าจ้างจะดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง โดยแบ่งดังนี้
– ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ.2569–2571) เพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
– ระยะที่ 2 (ปี พ.ศ.2572–2574) เพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
– ระยะที่ 3 (ปี พ.ศ.2575 เป็นต้นไป) เพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ จากการปรับเพดานค่าจ้างระยะที่ 1 (ปี พ.ศ.2569–2571) จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นในหลายกรณี ได้แก่
– เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
– เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
– เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
– เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 22,500 บาทต่อครั้ง เพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง
– เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท เพิ่มเป็น 105,000 บาท
– เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี สูงสุด 3,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 3,500 บาทต่อเดือน
– เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี สูงสุด 5,250 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 6,125 บาทต่อเดือน
นางสาวกาญจนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับเพดานค่าจ้างของสำนักงานประกันสังคมในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้สอดคล้องกับระดับค่าจ้างในปัจจุบัน และช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม โดยสำนักงานประกันสังคม จะดำเนินการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป




