
กรมสรรพากรเตรียมสอบสวนทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพื่อขอคืนหนี้ภาษีมูลค่า 17.6 พันล้านบาท ที่เกิดจากการขายหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่เขาก่อตั้งขึ้น ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ พีทีอี ของสิงคโปร์
ตามแหล่งข่าวของกรมสรรพากรที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ การสอบสวนดังกล่าวเป็นความต่อเนื่องของการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนหน้านี้ที่ดำเนินการนับตั้งแต่กรมสรรพากรประเมินภาระภาษีของทักษิณครั้งแรกในปี 2560 ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา
การสอบสวนในปัจจุบันมีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบว่าทรัพย์สินใดๆ รวมถึงที่ดิน เงินฝากธนาคารในประเทศไทยหรือต่างประเทศ การเรียกร้อง หรือหุ้น เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่การสอบสวนครั้งก่อนในปี 2560 หรือมีการขายหรือโอนทรัพย์สินใดๆ ให้เป็นชื่อของบุคคลอื่นเพื่อหลบเลี่ยงการชำระภาษีหรือไม่ หากตรวจพบการกระทำดังกล่าว หน่วยงานก็พร้อมที่จะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกคืนทรัพย์สินเหล่านั้น แหล่งข่าวกล่าว
หลังจากการสอบสวนเสร็จสิ้น แผนกคาดว่าจะนำทรัพย์สินไปชำระหนี้ภาษี สำหรับสินทรัพย์ที่เป็นตัวเงินก็จะนำไปใช้ชำระหนี้โดยตรง สำหรับสินทรัพย์ที่ไม่เป็นตัวเงิน แผนจะเป็นการประมูลสาธารณะ
กรมสรรพากรเคยยึดหรืออายัดทรัพย์สินบางส่วนของทักษิณ ทั้งที่ดิน และเงินฝากธนาคารบางส่วน แต่มูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อภาระภาษี 17.6 พันล้านบาท
เมื่อหนี้ภาษีหายแล้วให้ส่งเงินเป็นรายได้ของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม หากการสอบสวนพบว่าทักษิณมีทรัพย์สินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ กรมฯ จะดำเนินการฟ้องล้มละลายต่อทักษิณ แหล่งข่าวระบุ
อยู่ระหว่างรอคำพิพากษาศาลฎีกาจากสำนักงานอัยการสูงสุด หลังจากคำพิพากษานี้ กรมฯ สามารถส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังทักษิณอีกครั้งเพื่อยืนยันจำนวนหนี้ภาษีตามที่คำพิพากษากำหนดและสั่งการให้ทักษิณชำระ
ภายใต้ข้อบังคับของกระทรวง ผู้เสียภาษีจะต้องส่งหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อยสองครั้ง โดยห่างกัน 30 วัน กระบวนการนี้สามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการสืบสวนทรัพย์สินเพื่อระบุว่าทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ที่ใดเพื่อยึด อายัด และประมูลในที่สุดเพื่อชำระหนี้ภาษี
คดีภาษีขายหุ้นชินคอร์ป ย้อนหลังไปถึงปี 2550 กรมได้ประเมินภาษีการขายหุ้นชินคอร์ประหว่างแอมเพิลริชกับปานทองแท้และพินทองทา ชินวัตร ลูกของทักษิณ ซึ่งซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยราคาตลาดอยู่ที่ 49.25 บาท
ส่วนต่างของราคาถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ขณะนั้นกรมประเมินภาระภาษีอยู่ที่ 11.5 พันล้านบาท
ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งประเมินภาษีที่ออกโดยนายพานทองแท้และนางสาวปินทองทา โดยมิใช่ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง
ตามมาด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีร่ำรวยผิดปกติของทักษิณ ซึ่งพบว่าหุ้นชินคอร์ปที่แอมเพิลริชถืออยู่นั้นเป็นของทักษิณจริงๆ
หมายความว่ากรมสรรพากรประเมินภาษีผิดคนแล้วจึงยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ปีนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของทักษิณที่ต้องการให้การประเมินภาษีกรมสรรพากรเป็นโมฆะ เหตุกรมสรรพากรไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการประเมินที่เหมาะสม
ในกระบวนการประเมินภาษีนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องออกหมายเรียกประชุม สอบสวน หรือออกประกาศเพื่อตรวจสอบข้อมูล
ทนายความของทักษิณแย้งว่ากรมสรรพากรไม่ได้ออกหมายเรียกเพื่อยืนยันใดๆ แต่ดำเนินการโดยตรงเพื่อออกประกาศประเมินภาษี ทำให้ผู้เสียภาษีเสียโอกาสที่จะให้คำอธิบาย
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าก่อนหน้านี้กรมได้ออกหมายเรียกสอบนายพานทองแท้และนางสาวปินทองทา ซึ่งถือเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อแทนทักษิณซึ่งเป็นประธานที่แท้จริง
คำร้องของทักษิณจึงถูกยกฟ้อง และตามคำตัดสินของศาลฎีกา อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกคุมขังอาจต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลจำนวน 17.6 พันล้านบาท
